ขอต้อนรับสู่ ม. สันติวัน ครับ

    เกี่ยวกับเจ้าของนาม และความเห็นทางโหราศาสต

  ม.สันติวัน เป็น โลโก้ นามของผู้เขียน

ผู้เขียนได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านโหราศาสตร์มาจากท่านอาจารย์ ประยูร หรือที่รู้จักกันในนาม โหร ปกิณกะโชคในขณะที่ท่านยังมีชิวิตอยู่ จวบจนสิ้นอายุไขของท่าน  แต่ท่านลืมเอาวิชาติดตัวไปด้วยคงเหลือไว้ให้ลูกหลาน คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อมาเพื่อเป็นวิทยาทาน

ยังมีอาจารย์อีกหลายท่าน ที่ผู้เขียนเลื่อมใสและได้ใช้หนังสือตำราของท่าน เป็นแนวทางอ้างอิงในการพยากรณ์อยู่เสมอมา ซึ่งจะขอเอ่ยนามหรือนามปากกา ของท่านตามลำดับของตำราที่ผู้เขียนได้มาด้วยความเคารพอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ด้วย

santi house

อ. ประยูร สุทธิเลิศ สมุดบันทึก และ แผ่นหมุนเพื่อใช้ผูกดวง
อ. พลูหลวง จากหนังสือ
ปฐมภาค แห่งโหราศาสตร์
และจากหนังสือ
การพยากรณ์จรโดยพิสดาร
อ. สิงห์โต สุริยาอารักษ์ จากหนังสือ โหราศาสตร์ไทย
อ. เชย บัวก้านทอง จากหนังสือ นโม - โหร
อ. บุศรินทร์ ปัทมาคม จากหนังสือ โหราศาสตร์ 1,2,3
อ. ศ.ดุสิต จากหนังสือ รู้ชีวิตด้วยดวงดาว

ม.สันติวันสำนักพยากรณ์ 63 เป็นนักพยากรณ์รุ่นใหม

ไม่ใช่ใหม่เพราะทำการแผลงกฎเกณฑ์ตำราของเก่าที่มีมาแต่โบราณ ที่ว่าเป็นนักพยากรณ์รุ่นใหม่ ก็เนื่องด้วยผู้เขียนใช้หลักธรรมชาติ ของมนุษย์ ประมวลเข้ากับ “กฎแห่งกรรม”

เป็นความเชื่อของผู้เขียนเองว่า อันวิชาโหราศาสตร์นั้นแม้จะเกิดมาหลายพันปีแล้ว แต่ยังเกิดตามหลังคำสอนในทางพุธศาสนา อธิบายกฎแห่งกรรมไว้ว่า คนเราเกิดมามีกรรมเป็นของตนเอง สุดแต่ว่าจะเป็นกรรมลิขิตระดับใดในอดีตกาล และกรรมในที่นี้ก็หมายถึง
“การกระทำในภพอดีต”

ความเชื่อทางโหราศาสตร์ กับ วาสนา

แนวความคิดความเชื่อในทางโหราศาสตร์นั้น ประกอบกับความรู้ทางธรรมที่ผู้เขียนได้เคยศึกษามาบ้างสมัยบวชเรียนอยู่ที่วัดบวรนิเวศ วิหาร กรุงเทพมหานคร จึงอยากให้ทำความเข้าใจกันเสียแต่เนิ่นๆก่อนว่า อันครรลองชีวิตของผู้คนที่เกิดมาในภพนี้เป็นผลสืบเนื่องมา จากการกระทำในอดีตกาลเป็นตัว กำหนด ซึ่งหลายท่านคงเคยได้เคยชินกับคำว่า “วาสนา”

ส่วนโหราศาสตร์นั้นท่านเปรียบเสมือนแสงสว่างสาดส่องให้เห็นแผนที่เส้นทางเดินของวาสนา และจะรู้ได้ อ่านได้ หรือพยากรณ์ได้ก็ โดยผู้ที่ได้เรียนรู้ศึกษามา เช่น “นักโหราศาสตร์” และที่สำคัญนักโหราศาสตร์ก็ต้องไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะรอบรู้ความเป็นไปในชีวิตได้ ทุกกระบวนความ

โหราศาสตร์ เป็นเรื่องของสถิติ (สถิติคือผลบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก) ที่เขียนมาให้ท่านได้ อ่านนก็เพราะไม่อยากให้ท่านผู้อ่านเข้าใจไปว่า โหราศาสตร์เป็นเรื่องเหลวไหลงมงาย จนมีคำกล่าวที่เคยได้ยินกันบ่อยหูว่า ดูดวงไป ก็เท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรจะดีขึ้น

ดีชั่วเป็นที่ตัวคนไม่ใช่โหราศาสตร์เป็นตัวกำหนด

จะทำดีไปทำไม คนชั่วได้ดีก็มีถมไป ก็เป็นเรื่องที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ยากมาก และถ้ายิ่งเอา วาสนา และกฎเกณฑ์ แห่งกรรม มาอธิบายประกอบอีกด้วยแล้ว บางที่อาจเข้ารกเข้าพงกันไปเลย คือรับไม่ได้และไม่ยอมรับ

คนที่ซื้อหวยก็เพราะมีความหวัง คาดหวังว่าจะถูกรางวัลชีวิตก็จะดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายว่าทุกคนที่ซื้อจะต้องถูกรางวัล หรือหลายคนใน ชีวิตซื้อหวยไม่เคยถูกเลย ก็มีสถิติเป็นจำนวนไม่น้อย เมื่อไม่ถูกรางวัลเจ้าตัวก็ยอมรับว่าดวงยังไม่ดี หรือยังไม่มีโชค อย่างไรก็ดี โหราศาสตร์อธิบายได้

ถ้าบังเอิญหมอดูหรือนักโหราศาสตร์ได้มีโอกาสตรวจดวงชะตาเขาเหล่านั้นและมีผลทำนายว่า บางคนซื้อหวยมาทั้งชีวิต ไม่เคยถูกเลย เป็นเพราะตามดวงชะตาบ่งบอกว่า ดวงเขาคนนั้นไม่มีโชคทางการพนัน เช่นนั้น..บางทีเขาก็อาจมีความรู้สึกหลายอย่าง และอย่างหนึ่ง ก็คือ รู้สึกเสียใจในวาสนา (กรรม) ของตัวเอง

แต่ก็มีอีกหลายดวงชะตา ที่ชีวิตไม่เคยถูกหวยเลยเพราะ ไม่มีโชคทางการพนัน แต่ตามดวงชะตาบ่งบอกว่า เจ้าของดวงชะตากลับเป็น คนที่มีโชคจากการงาน และผลจากการทำงาน นี่เองที่ทำให้เจ้าชะตามีเงินใช้ไม่ขาดมือ และปรากฎว่าในชีวิตพวกเขาก็เป็นอย่าง นั้นจริงๆ

candlecandle

โหราศาสตร์ไม่ใช่ไสยศาสตร

มีคำถามว่านักโหราศาสตร์เอาอะไรมาทำนาย ผลของคำทำนายเป็นเรื่องงมงาย หรือจับยามสามตาเอาเองรึ?

คำตอบก็คือ เปล่าเลย นักโหราศาสตร์ไม่ใช่นักไสยศาสตร์ นักโหราศาสตร์ไม่ใช่นักวิปัสสนากรรมฐาน (คือหลับตาแล้วมองเห็นสิ่ง ที่ผู้คนไม่ล่วงรู้ ) นักโหราศาสตร์เป็นผู้ที่ศึกษาเรียนรู้

สมมุติฐาน กติกา สถิติความสัมพันธ์ของดวงดาวผนวกกับบันทึกความเปลี่ยนแปลงในชีวิตจริงของผู้คน สถิติตัวอย่างดวง ชะตาของคนที่ไม่เคยถูกหวยเลย กับสถิติตัวอย่างของคนที่ถูกหวยบ่อยครั้งและกับสถิติของคนที่ไม่เคยมี่โชคทางการพนัน เลยแต่กลับมีโชคทางการงาน

สิ่งเหล่านี้เป็นที่มา ของสถิ ที่นักพยากรณ์เขาจดจำกันไว้ ฉะนั้นคนที่มาดูดวงชะตา ก็ควรจะเปิดใจให้กว้างพร้อมทำความเข้าใจ ในวาสนาและยอมรับทำใจกับจังหวะชีวิตของตนเอง ไม่ว่าจะดีหรือร้าย

โหราศาสตร์เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่ใช้ “ชั่งโมงและเวลา”กับการโคจรของดวงดาว เป็นมูลฐานของการพยากรณ์เหตุการณ์ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

สมัยโบราณเมื่อโหราศาสตร์ยังไม่พัฒนาเจริญก้าวหน้าดังเช่นปัจจุบันนี้ คนโบราณหรือนักปราชญ์ได้เฝ้าสังเกตุดูการโคจรของ ดวงดาว(ดาวเคราะห์และดาวฤกษ์)ที่อยู่บนฟ้าและทำการบันทึกจดจำไว้ ปรากฏการณ์ซ้ำๆในช่วงวันเวลาที่พวกเขาเฝ้าสังเกตุมอง เห็นดาวดวงเดิมหรือดาวดวงอื่นๆ ที่ได้โคจรมา และทำให้เกิดเหตุการณ์ดีร้ายอย่างไรบ้างกับผู้คนหรือเหตุการณ์บ้านเมืองในยุคนั้น
บันทึกซ้ำๆนั้นกลายมาเป็น “สถิติ” ติดมาจนปัจจุบันนี้

ดังตัวอย่างโบราณท่านว่าไว้

“จันทร์ต้องพฤหัสบูรพาพิพัฒน์สวัสดีมีโชค” โบราณได้บันทึกไว้ว่า สังเกตเห็นดาวจันทร์(๒)โคจรมาต้อง(องศาสัมพันธ์กัน) กับดาวพฤหัส(๕) ท่านว่าเดินทางไปทางทิศตะวันออกจะได้ลาภ

 

E-Mail: santiwan@fortune-lifes.com